
หน้าหนาวมาแล้ว ทำไมฝุ่น PM2.5 ถึงสูงขึ้นในฤดูหนาว ? มาดูสาเหตุและวิธีป้องกันที่สามารถทำได้กันค่ะ
หน้าหนาวมาแล้ว ทำไมฝุ่น PM2.5 ถึงสูงขึ้นในฤดูหนาว ? มาดูสาเหตุและวิธีป้องกันกันค่ะ
ฤดูหนาวในประเทศไทย ส่วนใหญ่แล้วจะเริ่มตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายนจนถึงปลายเดือนกุมภาพันธ์ โดยกินระยะเวลาประมาณ 4 เดือน อาจมากหรือน้อยกว่านั้นแตกต่างกันไปในแต่ละปี โดยปกติแล้วฤดูหนาวในไทยจะไม่ได้มีอากาศที่หนาวจัด แต่จะเป็นอากาศแบบเย็นสบาย มีอุณหภูมิทั่วไปราว 15-30 องศาเซลเซียส ยกเว้นทางภาคเหนือและภาคอีสาน โดยเฉพาะบริเวณยอดเขาที่จะมีอากาศหนาวเย็นมากจนบางครั้งเกิดน้ำค้างแข็งหรือแม่คะนิ้งได้เลย ส่วนในภาคใต้ของไทย โดยส่วนใหญ่จะไม่หนาว แต่จะกลายเป็นหน้าฝนแทน (เพิ่มเติมจากที่มีหน้าฝนอยู่แล้ว)
แต่รู้หรือไม่ ? ในฤดูหนาว นอกจากอากาศที่เย็นตัวลงอย่างมากแล้ว ยังมีค่าฝุ่นละอองในอากาศ หรือ PM2.5 มากขึ้นกว่าฤดูอื่น ๆ ด้วย ส่วนเหตุผลที่เป็นแบบนั้น พร้อมวิธีการดูแลป้องกันสุขภาพของตัวเองจากฝุ่นละอองในฤดูหนาว วันนี้ Sanyawit ได้รวบรวมข้อมูลดี ๆ มาฝากทุกท่านในบทความนี้แล้วค่ะ หากพร้อมแล้ว ตามไปศึกษาพร้อม ๆ กันได้เลย !

รู้หรือไม่ ? ทำไมถึงต้องระวังฝุ่น PM2.5 ในหน้าหนาวเป็นพิเศษ
ตามปกติแล้ว อากาศที่อยู่บริเวณเหนือพื้นดินจะมีอุณหภูมิสูงกว่าอากาศที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า และอากาศจะเคลื่อนตัวจากบริเวณที่อุณหภูมิสูงไปยังอุณหภูมิต่ำ (พื้นดิน → ท้องฟ้า) โดยในภาวะปกติ อากาศเหนือพื้นดินที่มีอุณหภูมิสูงจะเคลื่อนตัวขึ้นไปยังชั้นบรรยากาศที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ และจะพัดพาเอาฝุ่นละออง ควัน และสิ่งอื่น ๆ ที่ปะปนอยู่ในอากาศลอยขึ้นไปด้วย
ในช่วงฤดูหนาว หรือช่วงปลายฤดูหนาว ประเทศไทยของเราจะได้รับความกดอากาศสูงจากทางตอนเหนือแผ่ลงมาปกคลุม ทำให้อุณหภูมิโดยรวมในประเทศต่ำลง ส่งผลให้พื้นดินมีการคายความร้อนอย่างรวดเร็ว อากาศเหนือพื้นดินจึงเริ่มเย็นลงตามไปด้วย ซึ่งปัจจัยเหล่านั้นทำให้การเคลื่อนตัวของอากาศเกิดการเปลี่ยนแปลง เรียกว่าภาวะอุณหภูมิผกผัน (Temperature inversion) มีอากาศร้อนเข้าไปแทรกอยู่ตรงกลางกลายเป็นเกราะหนาคล้ายเพดานห้อง ทำให้อากาศไม่ไหลเวียนตามปกติ ไม่มีลม ไม่มีการถ่ายเทอากาศ หรือที่เรียกกันว่า ‘อากาศปิด’ ดังนั้น วันที่อากาศปิดซึ่งจะเกิดในช่วงหน้าหนาว จึงเป็นวันที่มีค่าฝุ่นละออง หรือ PM2.5 พุ่งสูง เพราะฝุ่นเหล่านี้โดนเพดานเกราะปิดกั้นเอาไว้ไม่ให้ลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ จึงสะสมกันอยู่บนท้องฟ้า และบางครั้งก็สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ซึ่งเมื่อถึงวันที่อากาศเปิด หรือความกดอากาศสูงพัดผ่านไป อากาศสามารถเคลื่อนตัวได้ตามปกติ ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ก็จะเบาบางลงไปเองค่ะ
แต่จะให้รอจนอากาศเปิดก็ดูจะเป็นระยะเวลาที่นานเกินไปหน่อย เพราะฤดูหนาวของไทยกินเวลายาวนานถึง 3-4 เดือน ซึ่งระหว่างนั้นรอบตัวของเราจะเต็มไปด้วยฝุ่นละออง PM2.5 เต็มไปหมด หากปล่อยไว้นาน ๆ โดยไม่ทำอะไรเลย อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพและชีวิตความเป็นอยู่ของเราได้ ดังนั้นสิ่งที่ควรทำคือการหาวิธีที่เหมาะสมในการรับมือกับฝุ่นละอองในฤดูหนาว ก่อนที่สุขภาพของตัวเองจะทรุดลงจนไปถึงจุดที่ยากจะย้อนกลับมาแก้ไขได้
โดย Sanyawit มีข้อแนะนำการปฏิบัติตัวในฤดูหนาว ดังนี้
4 ข้อแนะนำจาก Sanyawit เพื่อให้คุณรับมือกับฝุ่น PM 2.5 ในช่วงหน้าหนาว
- เช็กปริมาณฝุ่นละอองก่อนออกจากบ้าน
Sanyawit ขอแนะนำให้ทุกคนคอยเช็กข่าว PM2.5 จากสื่อต่าง ๆ หรือตรวจดูปริมาณฝุ่นละอองในอากาศก่อนออกจากบ้านเป็นประจำ โดยเช็กจากดัชนีคุณภาพอากาศ หรือ AQI (Air Quality Index) ซึ่งสามารถเช็กได้ผ่านเว็บไซต์ หรือผ่านแอปพลิเคชั่นบนมือถือ แต่สำหรับใครที่อยากเช็กคุณภาพอากาศในพื้นที่แบบเรียลไทม์ ในปัจจุบันก็มีเครื่องเช็กปริมาณฝุ่นในอากาศแบบพกติดตัวออกมาวางจำหน่ายเป็นจำนวนมาก มีตั้งแต่ราคาย่อมเยาว์ไปจนราคาที่สูงขึ้น สามารถซื้อหามาเช็กค่าฝุ่นแบบเรียลไทม์ได้ เพื่อการป้องกันดูแลสุขภาพของตัวเองจากฝุ่นละอองที่ดียิ่งขึ้นค่ะ
- สวมหน้ากากอนามัย หรือ หน้ากาก N95 หากมีความจำเป็นจะต้องอยู่ข้างนอกเป็นเวลานาน ๆ
ในวันที่อากาศปิด ค่าฝุ่น PM2.5 พุ่งสูง ควรงดออกจากบ้าน และงดทำกิจกรรมกลางแจ้ง แต่หากมีความจำเป็นที่จะต้องออกจากบ้านก็ควรสวมหน้ากากอนามัย หรือหน้ากาก N95 ตลอดเวลา เพื่อหลีกเลี่ยงการสูดเอา PM2.5 เข้าสู่ร่างกาย
หรือในกรณีบริษัท หรือออฟฟิศใด ที่มีลักษณะงานที่อยู่กับฝุ่นละออง เช่น งานที่อยู่บริเวณถนน ไซต์งานก่อสร้าง กลุ่มงานเหล่านี้ควรพิจารณาเลือกใช้หน้ากาก N95 จะสามารถป้องกันฝุ่น PM 2.5 ได้ดีกว่าหน้ากากอนามัยปกติ เพราะพนักงานกลุ่มนี้จะต้องรับฝุ่นจากงานที่ทำอยู่ และจากฝุ่น PM 2.5 ด้วย
- เช็คประสิทธิภาพของเครื่องฟอกอากาศ และไส้กรองเครื่องฟอกอากาศ
สำหรับใครที่เคยซื้อเครื่องฟอกอากาศติดบ้านเอาไว้แล้ว อย่าลืมเช็กว่าคุณภาพของไส้กรองเครื่องฟอกอากาศยังทำงานได้เต็มที่หรือไม่ โดยสามารถเช็กได้จากเครื่องฟอกอากาศรุ่นใหม่ ๆ บางรุ่น ที่สามารถเช็คว่าเหลืออีกกี่เปอร์เซ็นต์ ถึงจะต้องเปลี่ยนไส้กรองใหม่ หรือหากเครื่องฟอกอากาศไม่สามารถแจ้งเตือนได้ ให้ลองตรวจสอบที่ไส้กรองเครื่องฟอกอากาศในเครื่องว่า มีปริมาณฝุ่นเยอะเพียงใด ถ้าเยอะมาก อาจจะถึงรอบที่ต้องเปลี่ยนแล้ว หรือทางที่ดีที่สุด ในกรณีที่จำไม่ได้ว่าใช้นานขนาดไหน คือเปลี่ยนไส้กรองใหม่ทันที เพื่อให้เครื่องฟอกอากาศทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
- เปลี่ยนเครื่องฟอกอากาศใหม่ ให้ตอบโจทย์การป้องกัน PM2.5
ในบางกรณี การเปลี่ยนไส้กรองเครื่องฟอกอากาศอาจยังไม่เพียงพอ เนื่องจากตัวกรองอากาศของเครื่องฟอกอากาศหลาย ๆ รุ่นในท้องตลาด ไม่สามารถกรองฝุ่นละอองที่มีอนุภาคขนาดเล็กอย่าง PM2.5 ได้ ทำได้แค่กรองฝุ่นละอองขนาดใหญ่ เพื่อไม่ให้อากาศในบริเวณนั้นสกปรกจนเกินไป แต่หากตรวจสอบวัดค่าฝุ่นดี ๆ จะพบว่ายังมีฝุ่นละอองหลงเหลืออยู่มากทีเดียว
ดังนั้น การเปลี่ยนเครื่องฟอกอากาศใหม่ที่สามารถตอบโจทย์การใช้งานของเราได้จึงสำคัญมาก Sanyawit ขอแนะนำ เครื่องฟอกอากาศควบคุมเชื้อ HCU นวัตกรรมที่ถูกออกแบบมาเพื่อการฟอกอากาศสะอาดอย่างแท้จริง ด้วยความที่ HCU มีการติดตั้ง HEPA Filter ที่มีประสิทธิภาพการกรองที่สูงถึง 99.999% ต่อ 0.3 ไมครอน จึงสามารถคัดกรองสิ่งปนเปื้อนที่มีขนาดเล็ก ในอากาศได้มากกว่าเครื่องกรองอากาศทั่วไปในท้องตลาดหลายเท่าตัว กรองได้ทั้งฝุ่น มลพิษ เชื้อโรค รวมถึงแบคทีเรีย สิ่งสกปรกอนุภาคเล็กต่าง ๆ ที่พุ่งสูงขึ้นในฤดูหนาวได้อย่างหมดจด หมดกังวลอย่างแน่นอน
และด้วยความที่ตัวเครื่องฟอกอากาศ HCU มีปริมาณลมสูง แต่เสียงเงียบเพียง 50 เดซิเบล จึงไม่รบกวนการทำงาน การอยู่อาศัย สามารถติดตั้งไว้ภายในห้องนอนหรือห้องผู้ป่วยได้ โดยไม่กระทบต่อการพักผ่อน โดย HCU ทุกเครื่องล้วนผ่านการทดสอบมาตรฐานห้องปลอดเชื้อโรงพยาบาล ของบริษัท Third Party มาแล้วทั้งสิ้น จึงมั่นใจได้ในประสิทธิภาพการทำงาน กรองอากาศสะอาดอย่างหมดจด ไร้สิ่งปนเปื้อนคอยกวนใจ เครื่องเดียวครบจบทุกปัญหาด้านภาวะในอากาศ
นอกเหนือจากประสิทธิภาพการทำงานมาตรฐานการแพทย์แล้ว เครื่องฟอกอากาศควบคุมเชื้อ HCU ยังสามารถคัดกรองสิ่งสกปรกในอากาศได้อย่างรวดเร็ว เพียงติดตั้งอย่างถูกวิธี และเปิดเครื่องเริ่มการทำงานอย่างถูกต้อง เพียงเท่านี้ตัว HCU ก็จะค่อย ๆ คัดกรอบฝุ่นควัน มลพิษ และเชื้อโรครอบ ๆ ตัวเราเปลี่ยนอากาศที่เต็มไปด้วยมลภาวะให้กลายเป็นอากาศสะอาดอย่างรวดเร็ว เร่งด่วน สามารถใช้เครื่องวัดปริมาณฝุ่นในอากาศวัดผลได้ทันทีหลังจากเปิดเครื่องฟอกอากาศ HCU ไปสักพัก
เพราะเราเชื่อว่า “การลงทุนที่ดีที่สุด” คือการลงทุนเพื่อสุขภาพ ไม่ใช่แค่เพื่อสุขภาพของตัวเองเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสุขภาพของคนที่อาศัยอยู่ใต้ชายคาบ้านเดียวกันด้วย หากเรามีอากาศที่ดีอยู่รอบตัว การจะดูแลรักษาสุขภาพให้ดีก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป โดยเฉพาะบ้านหลังไหนที่มีเด็กเล็ก ๆ คนชรา รวมถึงผู้ป่วยโรคต่าง ๆ ยิ่งควรมีเครื่องฟอกอากาศที่มีประสิทธิภาพติดบ้านไว้ค่ะ อย่าปล่อยให้บ้านที่ควรจะเป็นจุดเซฟโซนของเรากลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรคในอากาศ เพราะคุณสามารถเปลี่ยนอากาศในบ้านให้มีคุณภาพขึ้นได้ทุกเวลา เพียงใช้เครื่องกรองอากาศควบคุมเชื้อ HCU ของเรา
Sanyawitผู้ให้บริการชั้นนำด้านผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นระบบอากาศสะอาด การควบคุมมลพิษทางอากาศที่ครอบคลุมทั่วโลก โดยทีมงานมืออาชีพที่มีประสบการณ์กับโรงพยาบาลชั้นนำโดยตรง เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ให้ได้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ตอบโจทย์ทุกการใช้งานและแก้ปัญหาลูกค้าให้หมดไป
สนใจอยากจับจองเป็นเจ้าของเครื่องฟอกอากาศควบคุมเชื้อ HCU สามารถติดต่อเราได้ทุกเวลาค่ะ
