
โรคหอบหืด โรคที่เป็นอันตรายถึงชีวิต หากยังปล่อยให้มีมลพิษอยู่รอบตัว
โรคหอบหืด เป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบเรื้อรังของหลอดลม ทำให้เยื่อบุและผนังหลอดลมตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นจากภายใน และจากสิ่งแวดล้อมมากกว่าปกติ ส่งผลให้หายใจไม่สะดวกและมีเสียงหวีด เหนื่อยหอบ ไอเรื้อรัง แน่นหน้าอก โดยเฉพาะตอนกลางคืนและช่วงเช้ามืด สามารถเกิดได้ทุกเพศทุกวัย และอาจร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้หากอาการรุนแรง
โดยอาการของโรคหอบหืด จะมีอาการไอต่อเนื่องนาน 2-3 สัปดาห์ หายใจมีเสียงวี้ด อาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น เหนื่อยหอบ แน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก หากเป็นมากอาจทำให้หายใจไม่ออก ไม่สามารถรับออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายและไม่สามารถนำคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากร่างกายได้ ทำให้ระบบหายใจล้มเหลว จนถึงขั้นหมดสติและเสียชีวิตในที่สุด
อาการหอบหืดเกิดจากการหดตัวหรือตีบตันของช่องทางเดินหายใจส่วนหลอดลม ทำให้อากาศเข้าสู่ปอดน้อยลง แท้จริงแล้วเป็นผลจากการอักเสบของเยื่อบุหลอดลม ชื่อโรคหอบหืดนี้เรียกตามอาการของคนไข้ โรคนี้ต่างจากโรคอื่น ๆ คือคนไข้บางคนมีอาการน้อย บางคนมีอาการมากและอาจเสียชีวิตได้ โดยภาวะที่กระตุ้นให้โรคกำเริบต่างกันในคนไข้แต่ละคน
ปัจจัยที่ทำให้เกิดการตีบตันของหลอดลม คือ
- การหดตัวของกล้ามเนื้อรอบ ๆ หลอดลม
- การบวมอักเสบของเยื่อบุภายในหลอดลม
- เสมหะจำนวนมากที่คั่งค้างอยู่ภายในหลอดลม
การหดตัวของกล้ามเนื้อรอบ ๆ หลอดลม แท้จริงแล้วเป็นผลจากการอักเสบของเยื่อบุหลอดลม การอักเสบส่วนใหญ่จะเป็นการอักเสบเรื้อรังจากภาวะที่มีการตอบสนองรุนแรงเกินเหตุ ตัวอย่างของภาวะหรือสิ่งที่กระตุ้นให้โรคกำเริบคือ การหายใจเอาสารที่แพ้เข้าไปในหลอดลม ภาวะติดเชื้อ โพรงจมูกอักเสบ กลิ่นน้ำหอม ยาฆ่าแมลง กลิ่นอับ กลิ่นท่อไอเสีย กลิ่นบุหรี่ ภาวะอากาศ ภาวะแพ้ยา สารเคมีต่าง ๆ และภาวะเครียด
จะเห็นได้ว่าโรคหอบหืด แม้ว่าจะไม่ใช่โรคร้ายแรงที่ให้เสียชีวิตในทันที แต่ก็เป็นโรคที่ต้องใส่ใจในการดูแลเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเมื่อต้องอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยมลพิษเป็นเวลานาน ๆ เพราะมลพิษเหล่านั้นอาจเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้อาการของโรคทรุดหนักลงได้ ดังนั้นในบทความนี้ Sanyawit จึงจะพาทุกท่านมาทำความเข้าใจถึงความอันตรายของมลพิษในอากาศที่มีต่อโรคหอบหืด รวมถึงแนวทางการป้องกันและแก้ไข เพื่อทำให้สุขภาพของคุณดีขึ้นในระยะยาว

มลพิษทางอากาศ กับความอันตรายต่อสุขภาพ
ปัจจุบันนี้ ด้วยมลภาวะทางอากาศที่เพิ่มสูงขึ้นในทุก ๆ วัน ส่งผลร้ายต่อสุขภาพของประชากรทั้งโลกรวมทั้งประชาชนชาวไทยเป็นอย่างมาก จากการศึกษาเกี่ยวกับสาเหตุการเสียชีวิตจากโรคต่าง ๆ ทั่วโลกพบว่า ประชากรทั่วโลก 9 ล้านคนเสียชีวิตจากมลพิษ โดยที่ 4.2 ล้านคนเสียชีวิตจากมลพิษภายนอก ส่วน 2.9 ล้านคนจากมลพิษภายในบ้าน ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (World Health Organization) พบว่ามากกว่าร้อยละ 90 ของประชากรทั่วโลกได้รับมลพิษทางอากาศเกิน ทำให้เกิดปัญหาทางสุขภาพกระจายเป็นวงกว้าง โดยในทุกปีมีประชากรเสียชีวิตก่อนวัยอันควร เนื่องจากการได้รับมลพิษทางอากาศ ซึ่งส่งผลให้เกิดโรคต่าง ๆ ทั้ง มะเร็งปอด โรคถุงลมโป่งพอง โรคหลอดเลือดและหัวใจ รวมถึงภูมิแพ้และหอบหืด
จากงานศึกษาวิจัยสำคัญ ๆ ในระยะสิบปีที่ผ่านมา เดี๋ยวนี้ เราได้รู้แล้วว่า มลพิษทางอากาศเป็นอันตรายคุกคามสุขภาพของเรามากกว่าที่เราเคยเข้าใจ องค์การอนามัยโลกประมาณการว่ามีประชากรที่ต้อง “ตายก่อนเวลาอันควร” เนื่องจากมลพิษในอากาศทั่วโลกมากกว่าหกล้านคนในแต่ละปี และในจำนวนนี้ เป็นเด็กอายุต่ำกว่าห้าขวบราวร้อยละสิบ คือประมาณ 600,000 คน มีงานวิจัยที่แสดงด้วยว่า เมื่อคุณภาพอากาศแย่ลง อัตราการไปห้องฉุกเฉินและการเข้าอยู่โรงพยาบาลจะสูงขึ้น เพราะมลพิษทำให้ปัญหาสุขภาพที่มีอยู่กำเริบ และเป็นเหตุให้หัวใจวาย หลอดเลือดในสมองตีบ หอบหืดกำเริบ และอีกมากมาย
ทั้งนี้ผลกระทบต่อโรคหืดและภูมิแพ้ทางเดินหายใจขึ้นอยู่กับระดับของมลพิษ และระยะเวลาที่ได้รับ หากระดับมลพิษสูงมาก อาจทำให้เกิดอาการได้เร็วเช่น ไอ หอบ เหนื่อย แน่นหน้าอก คันตา คันผิวหนัง ในขณะที่หากได้รับระดับไม่สูงมาก เป็นเวลานานอาจมีผลทำให้สมรรถภาพปอดลดลง เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหอบหืด และเป็นมะเร็งปอดได้ รวมถึงสามารถทำให้คนที่เป็นโรคอยู่แล้ว มีอาการของโรคที่รุนแรงและทรุดหนักลงในเวลาเดียวกัน
ด้วยเหตุนั้น การป้องกันและดูแลสุขภาพจากมลพิษรอบตัว จึงถือเป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก
แนวทางการดูแลสุขภาพ ท่ามกลางสภาพอากาศที่เต็มไปด้วยมลพิษ
- หลีกเลี่ยงการอยู่บริเวณที่มีค่าฝุ่นละอองจำนวนเกินมาตรฐานเป็นเวลานาน โดยเฉพาะบริเวณที่คับคั่งไปด้วยยานพาหนะและไม่มีการระบายอากาศที่ดี ซึ่งเราสามารถตรวจปริมาณฝุ่นได้จากเว็บไซต์ของกรมควบคุมมลพิษ หรือแอพพลิเคชั่น Air4Thai โดยดัชนีคุณภาพอากาศของประเทศไทยแบ่งเป็น 5 ระดับคือตั้งแต่ 0-201 ขึ้นไป
- ผู้ที่เสี่ยงต่อการมีอาการ คือ เด็กเล็กและผู้สูงอายุ รวมถึงผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจ โรคหอบหืด โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรังเช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หากเป็นกลุ่มเสี่ยงควรระมัดระวังตัวเองและหาทางป้องกัน
- การเลือกหน้ากากอนามัย สำหรับหน้ากากอนามัยทั่วไปนั้นสามารถป้องกันได้เฉพาะฝุ่นขนาดใหญ่แต่ไม่สามารถป้องกันฝุ่นขนาดเล็ก ซึ่งหน้ากากมาตรฐาน N95 สามารถป้องกันฝุ่นขนาด 0.3 ไมครอนได้จึงสามารถป้องกัน PM2.5 ได้
- ควรลดการทำให้เกิดมลพิษในอากาศ ด้วยการลดการใช้ยานพาหนะส่วนตัว หมั่นตรวจเช็คเครื่องยนต์สม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการเผาป่า เป็นต้น นอกจากนี้ควรลดการสร้างมลพิษภายในบ้านด้วยการงดการจุดธูป เทียน ยากันยุง สเปรย์ หรือหลีกเลี่ยงการใช้เตาที่ไม่มีเครื่องดูดควัน หรือเตาถ่านในบ้าน เป็นต้น
- การใช้เครื่องฟอกอากาศที่มีคุณภาพ มีความสำคัญมากสำหรับกลุ่มเสี่ยงที่สถานที่ตั้งของที่อยู่อาศัยหรือที่ทำงานที่เป็นพื้นที่เสี่ยง ได้แก่ ระยะน้อยกว่า 100 เมตรห่างจากถนนที่มีรถหนาแน่น บริเวณใกล้ที่จอดรถรับ-ส่ง ใกล้โรงงานอุตสาหกรรม หรือที่ก่อสร้าง โดยข้อแนะนำในการเลือกเครื่องกรองอากาศคือ ต้องเป็นเครื่องกรองชนิดฝุ่นละเอียดขนาดเล็กที่เป็น HEPA filter เท่านั้น ไม่ควรเลือกเครื่องที่ผลิตโอโซน เพราะทำให้ระคายเคืองต่อทางเดินหายใจได้
HCU by Sanyawit เครื่องฟอกอากาศควบคุมเชื้อ ลดฝุ่นละอองอย่างเห็นผล มาตรฐานกระทรวงสาธารณสุข
ด้วยเทคโนโลยีการคัดกรองสิ่งสกปรกในอากาศที่ถูกออกแบบมาเพื่อห้องปลอดเชื้อ และโรงพยาบาลชั้นนำโดยเฉพาะ เครื่องฟอกอากาศ HCU จึงถือเป็นเครื่องฟอกอากาศที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในปัจจุบัน ถูกออกแบบมาให้ตอบโจทย์การใช้งานและขนาดของห้องที่หลากหลาย สามารถกรองได้ทั้งมลพิษ ฝุ่นละออง PM2.5 เชื้อโรค แบคทีเรีย เกสรดอกไม้ รวมถึงอนุภาคขนาดเล็กต่าง ๆ ที่ปะปนอยู่ในอากาศได้อย่างหมดจด
HCU by Sanyawit ถือเป็นนวัตกรรมด้านอากาศสะอาดที่ถูกออกแบบมาเพื่อการฟอกอากาศสะอาดอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นประสิทธิภาพการกรองที่สูงถึง 99.999% ต่อ 0.3 ไมครอน สามารถกรองสิ่งปนเปื้อนที่มีขนาดเล็ก ได้มากกว่าเครื่องกรองอากาศทั่วไปในท้องตลาดหลายเท่าตัว จึงสามารถทำให้อากาศรอบตัวของคุณ กลายเป็นอากาศที่สะอาดบริสุทธิ์ ไร้สิ่งปนเปื้อนได้อย่างแท้จริง สามารถวัดค่าฝุ่นเหล่านี้ได้ด้วยเครื่องวัดปริมาณฝุ่น รับรองว่าลดลงอย่างเห็นได้ชัดแน่นอนค่ะ
นอกเหนือจากนี้ ตัวเครื่องฟอกอากาศ HCU ยังมีปริมาณลมสูง สามารถหมุนเวียนถ่ายเทได้ทั่วบริเวณที่ติดตั้ง แต่เสียงเงียบเพียง 50 เดซิเบลเท่านั้น จึงไม่รบกวนการทำงาน การอยู่อาศัย สามารถติดตั้งไว้ภายในห้องนอนหรือห้องผู้ป่วยได้โดยไม่กระทบต่อการพักผ่อน โดย HCU ทุกเครื่องล้วนผ่านการทดสอบมาตรฐานจากบริษัท Third Party มาแล้ว และมีการทดสอบรั่ว ISO 14644-3 HAPA Installation Leak Test, Leak Acceptance < 0.01% ทุกเครื่อง รวมถึงมีการติดตั้งใช้งานกับห้องปลอดเชื้อโรงพยาบาล มากกว่า 600 ห้องทั่วประเทศไทย
แม้ว่าในปัจจุบันจะยังไม่มีวิธีการป้องกันการเกิดโรคหอบหืดที่ดีที่สุด แต่การป้องกันและควบคุมอาการของโรคไม่ให้กำเริบนั้นสามารถทำได้และถือเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาโรคด้วยเช่นกัน ดังนั้นการดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี รวมถึงการเลือกใช้เครื่องฟอกอากาศที่มีประสิทธิภาพ
Sanyawit เราคือผู้ให้บริการชั้นนำด้านผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นระบบอากาศสะอาด การควบคุมมลพิษทางอากาศที่ครอบคลุมทั่วโลก โดยทีมงานมืออาชีพที่มีประสบการณ์กับโรงพยาบาลชั้นนำโดยตรง เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ให้ได้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ตอบโจทย์การใช้งานและแก้ปัญหาลูกค้าให้หมดไปอย่างแท้จริง
“เพราะลมหายใจของคุณ มีค่าทุกวินาที”
HCU by Sanyawitผู้นำด้านอากาศสะอาด มาตรฐานกระทรวงสาธารณสุข
สนใจอยากจับจองเป็นเจ้าของเครื่องฟอกอากาศ สามารถติดต่อเราได้ทุกเวลาค่ะ
