
ปัญหามลพิษในบ้าน อย่าปล่อยไว้นาน รีบจัดการก่อนจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ
ปัญหามลพิษในบ้าน อย่าปล่อยไว้นาน รีบจัดการก่อนจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ อากาศในบ้าน มีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นแหล่งสะสมมลพิษมากกว่าอากาศภายนอกถึง 5 เท่า เนื่องจากโดยส่วนใหญ่แล้ว บ้านหลาย ๆ หลังมักจะมีลักษณะปิดทึบ ไม่มีอากาศถ่ายเท แถมยังไม่มีการหมุนเวียนอากาศที่ได้ประสิทธิภาพมากพอ ทำให้อากาศเก่า ๆ และสิ่งสกปรกทั้งหลายยังคงลอยวนอยู่ในพื้นที่บ้าน ทั้งยังสะสมปริมาณมากขึ้นเรื่อย ๆ แถมด้วยความที่คนส่วนใหญ่ใช้เวลาอยู่ในบ้านเฉลี่ยถึง 90 เปอร์เซ็นต์ ทำให้เรายิ่งได้รับสิ่งสกปรกเหล่านั้นเข้าไปในร่างกายเป็นจำนวนมาก
และแน่นอนว่าทุกวันนี้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็หลีกเลี่ยงปัญหาเรื่องมลพิษในอากาศไปไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นภายในบ้านหรือภายนอกบ้านก็ตาม จนมลพิษเหล่านั้นเริ่มส่งผลต่อสุขภาพมากขึ้นเรื่อย ๆ วิธีการป้องกันเบื้องต้นอย่างการการสวมหน้ากากอนามัย N95 ไม่สามารถตอบโจทย์ด้านสุขภาพของเราได้อีกต่อไป เพราะจะให้สวมหน้ากากตลอดเวลากระทั่งในบ้านหรือในอาคาร ก็ดูจะเป็นไปได้ยากสักหน่อย ดังนั้นเราจึงควรมองหาแนวทางการป้องกันและแก้ไขมลพิษรอบตัวร่วมด้วย
บทความของ Sanyawit ในวันนี้ จะพาทุกท่านไปดู “วิธีการจัดการปัญหามลพิษในบ้าน” เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสุขภาพให้ดีขึ้น ส่วนแนวทางเหล่านั้นจะมีอะไรบ้าง ตามไปศึกษาพร้อม ๆ กันได้เลยค่ะ

3 พฤติกรรมเสี่ยงในการเพิ่มมลพิษในอากาศ และทำร้ายสุขภาพคนในบ้าน
แต่ก่อนจะไปดูวิธีการจัดการปัญหามลพิษในบ้าน เรามาดูกันก่อนดีกว่าว่า พฤติกรรมแบบไหนบ้าง? ที่เป็นการเพิ่มมลพิษทางอากาศในบ้านของเราแบบไม่รู้ตัว เพราะการแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุดนั้น คือการป้องกันก่อนการเกิดปัญหานั่นเอง
การทำอาหารโดยไม่มีการระบายอากาศที่เหมาะสม
การที่เราไม่ใช้พัดลมดูดอากาศหรือเปิดหน้าต่างขณะปรุงอาหาร อาจนำไปสู่การสะสมของมลพิษ และละอองน้ำมัน ไม่ว่าจะเป็น คาร์บอนมอนอกไซด์ ไนโตรเจนไดออกไซด์ และอนุภาคขนาดเล็ก ดังนั้นเวลาที่ทำอาหารจึงควรเปิดพัดลมดูดอากาศ หรือเปิดหน้าต่างระบายอากาศ เพื่อช่วยดูดและระบายมลพิษ รวมทั้งกลิ่นอาหารต่าง ๆ ไม่ให้สะสมภายในบ้าน
การใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs)
ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดในครัวเรือนส่วนใหญ่ มักจะมีสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย หรือ VOCs อย่างเช่น แอมโมเนีย คลอรีน และฟอร์มาลดีไฮด์ ซึ่งสารเคมีเหล่านี้สามารถถูกปล่อยออกสู่อากาศได้เมื่อใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ส่งผลให้อากาศภายในอาคารมีปริมาณ VOCs ในระดับสูง หากได้รับ VOCs เป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจ ปวดศีรษะ และปัญหาสุขภาพอื่นๆ ดังนั้นการเลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด ควรเลือกสารทำความสะอาดที่ไม่ระคายเคืองต่อจมูก และผิวหนัง เป็นกลุ่มสารทำความสะอาดที่อ่อนโยน หรือสกัดจากธรรมชาติ
นอกจากนี้ การจัดเก็บสารเคมีหรือตัวทำละลายที่ไม่เหมาะสม ก็จะทำให้สารเคมีเหล่านั้นสะสมในบ้านได้ เช่น ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดบางชนิดที่เป็นสารเคมี สี หรือยาฆ่าแมลง ซึ่งสารที่ว่าควรจัดเก็บไว้ในที่ที่มีอากาศถ่ายเท หรือตู้เก็บของโดยเฉพาะ ไม่ไว้ปะปนกับผลิตภัณฑ์ทั่วไป หรือพื้นที่ใช้งาน เพื่อลดโอกาสการระเหยของสารเคมีในพื้นที่ที่อยู่อาศัยประจำวัน
การระบายอากาศในบ้านไม่เพียงพอ
การระบายอากาศที่ไม่ดีในบ้าน อาจส่งผลให้เกิดการสะสมของมลพิษทางอากาศมากกว่าที่คุณเคยจินตนาการไว้ หากไม่มีการไหลเวียนของอากาศที่เหมาะสม สารมลพิษ เช่น ฝุ่น สะเก็ดผิวหนังของสัตว์เลี้ยง สปอร์ของเชื้อรา และสารเคมีที่ระเหยง่าย อาจสะสมอยู่ภายในอาคารเป็นระยะเวลานาน และนำไปสู่ปัญหาระบบทางเดินหายใจ โรคภูมิแพ้ และปัญหาสุขภาพอื่น ๆ อีกมากมาย สิ่งสำคัญในการจัดการปัญหาเรื่องการระบายอากาศ คือต้องจัดให้มีการระบายอากาศที่เหมาะสม โดยการเปิดหน้าต่าง ใช้พัดลมดูดอากาศ และรักษาพื้นที่ที่อยู่อาศัยให้สะอาดและมีอากาศถ่ายเทอยู่สม่ำเสมอ
ในเมื่อรู้ 3 พฤติกรรมเสี่ยงที่อาจเป็นการเพิ่มมลพิษในบ้านกันไปแล้ว ทีนี้เรามาดูกันต่อดีกว่าค่ะว่า วิธีการจัดการปัญหามลพิษในบ้านของเรานั้น มีวิธีการอย่างไรบ้าง? และแต่ละวิธี จะสามารถกำจัดมลพิษไปได้จริง ๆ หรือไม่

วิธีการรับมือกับปัญหามลพิษในบ้าน เพิ่มคุณภาพชีวิตและสุขภาพอย่างยั่งยืน
เปลี่ยนสภาพแวดล้อมในบ้าน ให้มีอากาศถ่ายเทอยู่เสมอ
อากาศที่ถ่ายเท ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยลดมลพิษภายในบ้าน แม้จะเป็นช่วงที่มีฝุ่นละออง PM2.5 การเปิดหน้าต่างหรือช่องลมต่าง ๆ เพื่อระบายอากาศ ก็ยังเป็นสิ่งจำเป็นในการลดการสะสมมลพิษในอากาศ แต่ก็ต้องดูเรื่องระยะเวลาที่เหมาะสมด้วยเช่นกัน ไม่ควรเปิดหน้าต่างทิ้งไว้นานเกินไป และการเปิดหน้าต่างควรเปิดอย่างน้อย 2 บานที่อยู่ในตำแหน่งตรงข้ามหรือทะแยงกัน เพื่อให้อากาศมีทางเข้าและออก รวมทั้งการระบายอากาศด้วยการใช้พัดลม ก็จะช่วยเพิ่มการเคลื่อนไหวของอากาศภายในห้องให้มากขึ้นได้ หรือถ้าจะลงทุนหน่อย ก็สามารถติดตั้งระบบเติมอากาศ ระบบแลกเปลี่ยนอากาศ (Energy Recovery Ventilator: ERV) พร้อมกับการติดแผ่นกรองฝุ่น ก็ยิ่งทำให้ได้อากาศจากภายนอกที่ดีขึ้น
หมั่นทำความสะอาดเพื่อลดการสะสมของมลพิษที่อยู่ในบ้าน
กิจกรรมและสิ่งของที่อยู่ในบ้าน สามารถก่อให้เกิดการสะสมของมลพิษในอากาศได้เช่นเดียวกัน ซึ่งนอกจากการระบายอากาศแล้ว การทำความสะอาดข้าวของต่าง ๆ เป็นประจำก็เป็นสิ่งที่ควรทำควบคู่กันไปด้วย รวมทั้งการใช้สารทำความสะอาด ก็ควรเลือกสารทำความสะอาดที่ไม่มีสารเคมีรุนแรง นอกจากนี้ยังต้องหมั่นทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศตามรอบ ล้างฟิลเตอร์เป็นประจำ หากมีเครื่องฟอกอากาศ ก็ควรเปลี่ยนฟิลเตอร์เครื่องฟอกอากาศตามรอบด้วยเช่นกัน
ปลูกต้นไม้ที่ช่วยฟอกอากาศ
แม้ต้นไม้จะไม่มีประสิทธิภาพในการฟอกอากาศเทียบเท่าเครื่องฟอกอากาศ แต่ต้นไม้ถือเป็นตัวช่วยฟอกอากาศอีกทางแบบธรรมชาติ และยังให้ประโยชน์ในด้านอื่น ๆ กับเราได้ เช่น ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย และช่วยเพิ่มความสวยงามภายในบ้าน
ตรวจเช็กคุณภาพอากาศนอกบ้านและในบ้านอย่างสม่ำเสมอ
การตรวจเช็กคุณภาพอากาศเป็นประจำ ช่วยให้เราตระหนักถึงคุณภาพอากาศรอบตัว และช่วยให้เราสามารถหาวิธีการป้องกันและแก้ไข ตามสภาพคุณภาพอากาศ ณ ช่วงเวลานั้น ๆ ได้ เช่น ตอนนี้ควรเปิดหน้าต่างหรือไม่, สามารถออกกำลังกายนอกบ้านได้หรือเปล่า หรือควรออกกำลังกายในบ้าน เราสามารถตรวจเช็กค่าคุณภาพอากาศภายนอกได้ จากหลายเว็บไซต์ รวมทั้งแอปพลิเคชัน เช่น https://www.iqair.com/th-en/thailand/bangkok, https://aqicn.org/city/bangkok
ส่วนการตรวจเช็กคุณภาพอากาศภายในบ้านนั้น หากเครื่องฟอกอากาศมีเซนเซอร์ตรวจวัดอยู่แล้ว สามารถดูค่าคุณภาพอากาศได้จากแถบสี หน้าจอ หรือแอปพลิเคชันของเครื่องฟอกอากาศได้เลย หรือจะซื้อเซนเซอร์วัดคุณภาพอากาศในอาคารมาตรวจวัดโดยเฉพาะก็ได้ โดยค่าคุณภาพอากาศในอาคารที่ควรตรวจวัด ได้แก่ ฝุ่น PM2.5, PM10, TVOC และ CO₂
เลือกเครื่องฟอกอากาศที่ตอบโจทย์เรื่องคุณภาพอากาศอย่างแท้จริง
เครื่องฟอกอากาศ ถือเป็นหนึ่งในผู้ช่วยสำคัญในการจัดการมลพิษต่าง ๆ ภายในบ้าน โดยเฉพาะฤดูที่มีฝุ่น PM2.5 ปริมาณสูง โดยการเลือกเครื่องฟอกอากาศให้เหมาะสม ต้องคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ตั้งแต่ขนาดห้อง, อัตราการสร้างอากาศบริสุทธิ์ (CADR: Clean Air Delivery Rate), เทคโนโลยีการกรองอากาศ รวมทั้งประสิทธิภาพแผ่นกรองอากาศ ที่ควรเป็นแผ่นกรอง HEPA H13 ขึ้นไป เพื่อช่วยกรองฝุ่น PM2.5 และควรมีแผ่นกรอง Activated Carbon เพื่อกรอง VOC กลิ่นต่าง ๆ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ควรนำมาพิจารณาเช่นกัน เช่น เรื่องเสียงดัง, การเชื่อมต่อ Smart Home, การมีเซนเซอร์แสดงค่าคุณภาพ, การกินไฟ, การรับประกัน และการซ่อมแซม สำหรับคนที่เป็นภูมิแพ้ควรพิจารณาเครื่องฟอกอากาศที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงสาธารณสุข และควรเป็นเครื่องฟอกอากาศที่ใช้สำหรับทางการแพทย์โดยเฉพาะ เช่น เครื่องฟอกอากาศควบคุมเชื้อ HCU ซึ่งเป็นเครื่องฟอกอากาศที่ใช้สำหรับห้องสะอาด ห้องปลอดเชื้อในโรงพยาบาลชั้นนำต่าง ๆ มาอย่างยาวนาน
HCU by Sanyawit เครื่องฟอกอากาศควบคุมเชื้อ เพื่อคุณภาพอากาศที่ดีในบ้านของเรา
เครื่องฟอกอากาศควบคุมเชื้อ HCU by Sanyawitถือเป็นเครื่องฟอกอากาศที่ตอบโจทย์ด้านคุณภาพอากาศในบ้านอย่างมาก เพราะ HCU สามารถกรองได้ทั้งมลพิษ ฝุ่นละออง PM2.5 เชื้อโรค แบคทีเรีย สิ่งสกปรก รวมถึงอนุภาคขนาดเล็กต่าง ๆ ที่ปะปนอยู่ในอากาศได้อย่างหมดจด ครบครัน ด้วยความที่เป็นเครื่องฟอกอากาศที่มีการติดตั้ง HEPA Filter เกรดมาตรฐานโรงพยาบาลชั้นนำ จึงสามารถมั่นใจได้เลยว่า อากาศที่ผ่านเครื่องฟอกอากาศ HCU จะเป็นอากาศที่มีความสะอาด บริสุทธิ์ ห่างไกลจากสิ่งปนเปื้อน การันตีด้วยประสบการณ์การติดตั้งระบบอากาศสะอาดตามโรงพยาบาลชั้นนำ คลินิก และสถานพยาบาลทั่วประเทศ บอกเลยว่าสามารถตอบโจทย์ทุกความต้องการด้านอากาศสะอาดในเครื่องเดียว
นอกจากนี้ ตัวเครื่องฟอกอากาศของเรายังมีปริมาณลมสูง แต่เสียงเงียบเพียง 50 เดซิเบล จึงไม่รบกวนการทำงาน การอยู่อาศัย สามารถติดตั้งไว้ภายในห้องนอนหรือห้องผู้ป่วยได้ โดยไม่กระทบต่อการพักผ่อน โดย HCU ทุกเครื่องล้วนผ่านการทดสอบมาตรฐานห้องปลอดเชื้อโรงพยาบาล ของบริษัท Third Party มาแล้วทั้งสิ้น จึงมั่นใจได้ในประสิทธิภาพการทำงาน กรองอากาศสะอาดอย่างหมดจด สามารถสูดหายใจได้อย่างเต็มปอด ไร้สิ่งปนเปื้อนกวนใจอีกต่อไป
ทุกวันนี้ เครื่องฟอกอากาศมีราคาถูกแพงแตกต่างกันไป แต่หากอยากจะครบจบในเครื่องเดียว ไม่ต้องเปลี่ยนบ่อย ๆ การเลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศที่มีประสิทธิภาพสูงก็ถือเป็นหนึ่งในช่องทางที่จะประหยัดเงินในระยะยาว แถมยังช่วยให้ชีวิตความเป็นอยู่ของเราดีขึ้นแบบทันตา คุ้มค่า คุ้มราคาแน่นอน เพราะการลงทุนเพื่อสุขภาพ คือการลงทุนที่ดีที่สุดในระยะยาว
เมื่อเราปรับปรุงคุณภาพอากาศภายในบ้านของเราให้มีคุณภาพอยู่ตลอดเวลา เราจะเริ่มเห็นผลลัพธ์ที่น่าประทับใจ นอกเหนือจากการลดลงของปัญหาระบบทางเดินหายใจแล้ว เราอาจสังเกตเห็นว่า ตัวเรานอนหลับได้ดีขึ้น และรู้สึกสดชื่นเมื่อตื่นนอนในตอนเช้า ไม่ต้องรู้สึกระคายเคืองจมูก หรือระบบทางเดินหายใจอีกต่อไป
อากาศที่สดชื่นสามารถช่วยลดความเครียดและเพิ่มความสุขให้กับทุกคนในบ้านได้ การให้ความสำคัญกับอากาศที่สะอาดภายในบ้าน ก็เป็นอีกทางในการสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมความรัก ความสุข และความเป็นอยู่ที่ดี ให้ทุกวันเปี่ยมไปด้วยพลังงานและความสุข สิ่งเหล่านี้คือปัจจัยสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างแท้จริง
“อย่าปล่อยให้สายไป” แล้วค่อยหาหนทางแก้ไข เพราะการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ หรือการเริ่มทำอะไรสักอย่างตอนสุขภาพทรุดจนบานปลายแล้ว ย่อมเป็นเรื่องยากกว่าการป้องกันแต่เนิ่น ๆ เสมอค่ะ
Sanyawit รับออกแบบ ติดตั้งระบบอากาศสะอาดสำหรับที่พักอาศัย มาตรฐานโรงพยาบาลชั้นนำทั่วประเทศ
นึกถึงการกรองอากาศสะอาดอย่างมีประสิทธิภาพ ทีมงานใส่ใจ มากประสบการณ์ ต้องที่ Sanyawit เท่านั้น
“เพราะลมหายใจของคุณ มีค่าทุกวินาที”
สนใจสอบถามหรืออยากใช้บริการติดตั้งระบบอากาศสะอาดกับ Sanyawitสามารถติดต่อเราได้ทุกเวลาค่ะ
